6 เหตุผลที่บอกว่า ความเป็นตัวของตัวเอง สำคัญกับธุรกิจอย่างไร

อะไรคือความเป็นตัวของตัวเอง เนื้อแท้ของเราคืออะไร และมันสำคัญอย่างไรกับธุรกิจ?

ลองสังเกตเจ้าของกิจการระดับสูงทั้งหลายดูสิ บรรดา CEO ระดับโลก หรือของประเทศไทย แล้วเราจะเห็นอะไรที่แตกต่างจากเรา นอกจากพวกเขาจะมีความสามารถแล้ว

พวกเขายังมีความเป็นตัวของตัวเอง แถมยังกล้าที่จะยืนหยัดทำอะไรที่อาจดูเพี้ยนๆ เพื่อแสดงจุดยืนของเขาและสิ่งที่เขาเป็น ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าถ้าพูดถึงคนนี้ เราจะนึกถึงอะไร

การเป็นตัวของตัวเอง คือการที่เราไม่เลียนแบบใคร เราแสดงออกในสิ่งที่เป็นตัวเรา เป็นในสิ่งที่เราคิดว่าเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับเรา และไม่หวั่นไหวกับคำวิจารณ์หรือทัศนคติลบของผู้อื่นที่มีต่อเรา

เรียกง่ายๆว่ามันคือการเชื่อมั่นในตัวเราที่สุด เราเชื่อสิ่งที่สัญชาตญาณส่วนลึกในจิตใจเราบอกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
แต่การเป็นตัวเราอย่างแท้จริงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด มันใช้ความพยายามอย่างมากที่จะคิด พูด ทำและเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำโดยปกติ

พูดง่ายๆคือบางครั้งเราต้องสวนกระแสเป็นแกะดำในหมู่แกะขาวจำนวนมาก ถ้าเราอยากจะมีผลลัพธ์ที่แตกต่างจากคนทั่วไป

คุณอาจสงสัยว่า ทำไมเราต้องสวนกระแสสังคมขนาดนั้น? มันก็ไม่เชิงหรอก เพราะบางครั้งคิดต่างก็ไม่เท่ แต่ลองมาดู 6 เหตุผลที่ว่าทำไมการยืนหยัดเป็นตัวเราอย่างแท้จริงมีประโยชน์มากต่อความสำเร็จในเชิงธุรกิจ

1. การตัดสินใจกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้น

ถ้าเราชัดเจนและซื่อตรงต่อสิ่งที่เราต้องการมากพอ เป้าหมายของเราก็จะสำเร็จง่ายยิ่งขึ้น เป็นเพราะถ้าเรารู้และแน่ชัดกับสิ่งใดจริงๆ เราก็มักจะรู้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่เราไม่ต้องการ

เราไม่จำเป็นต้องนั่งเครียดจนปวดหัวตุ้บๆ หรือใช้เวลาที่ยาวนานในการตัดสินใจอีกต่อไป เวลาเป็นสิ่งมีค่า ควรใช้มันกับสิ่งอื่นที่มีค่าเช่นกัน เมื่อเรารู้ใจตัวเอง เราก็จะรู้จักการตัดสิ่งที่ไม่ต้องการออกไปจากงานของเราได้

2. สกรีนคนที่เข้าหาเรา

ในการทำธุรกิจ การดูคนสำคัญอย่างมาก เพราะบางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าใครควรคบหาหรือไม่ควร?
ผลของการยืนหยัดเป็นตัวเรามีผลอย่างมากในการสกรีนคน

เพราะถ้าเรายังคงความเป็นเนื้อแท้ของเรา มีจุดยืน ไม่บิดเบือน ไม่ฟังคนอื่นมากกว่าความรู้สึกตัวเอง ความสามารถในการจำแนกคนของเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จริงๆแล้วการดูว่าใครจริงใจกับเรานั้นดูไม่ยากอย่างที่เราคิด เพียงแต่คนส่วนใหญ่มักมีอคติและไม่เชื่อใจตัวเองเท่าไรนัก แต่สุดท้ายเพราะการไม่เชื่อในสัญชาตญาณของเราไม่ใช่หรือที่ทำให้เราโดนหลอกหรือถูกเอาเปรียบ?

กี่คนแล้วที่เจ๊งเพราะเชื่อคนง่ายเกินไป หรือดูคนไม่เป็น ส่วนใหญ่เป็นเพราะเขาเชื่อใจคนเกินไป โดยมองข้ามความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องเงินเรื่องทอง เพราะฉะนั้นการยืนหยัดในตัวตนของเรา โดยการเลือกรับฟังเสียงใจจิตใจหรือสัญชาตญาณของเราก่อนจึงเป็นข้อดีในการทำธุรกิจ ใครอยากเสียเวลา เสียเงินทอง ให้กับคนที่ไม่จริงใจและไม่เถรตรงกับเราล่ะ?

3. ได้คนที่มีความสามารถมาร่วมงานกับเรา

อย่าเพิ่งสงสัยว่าการที่เป็นตัวเราโดยแท้จริงจะดึงดูดผู้ร่วมงานดีๆเข้ามาได้อย่างไร

ลองคิดสักนิดว่า มันจะเป็นอย่างไรถ้าเราทำงานกับคนที่ไม่ตรงไปตรงมา? เราจะเชื่อใจคนแบบนี้ได้ไหม? คำพูดของเขาจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับตัวเรา? คนแบบนี้น่าร่วมงานด้วยไหม?

คำตอบที่คุณได้นั่นแหละคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรยืดหยัดเป็นตัวเราและกล้าแสดงความเป็นตัวเราให้แก่คนอื่นอย่างจริงใจ ใครจะอยากทำงานกับคนที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่รู้แม้แต่ความรู้สึกและความต้องการของตัวเอง ไม่มีความคิดเห็นที่ซื่อตรง ไม่กล้าแม้แต่จะพูดสิ่งที่ตัวเองคิด เอ้า ถ้าไม่บอกแล้วคนอื่นจะรู้ได้อย่างไรว่าเราต้องการอะไร จริงไหม?

ถ้าบริษัทไหนที่มีผู้นำแบบนี้ ไม่ต้องสืบเลยว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร การทำธุรกิจไม่เหมือนการเล่นเกม ที่เล่นขำๆ แพ้ก็เริ่มใหม่ได้

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการควรแน่ชัด และเราควรแสดงจุดยืนของเราให้คนอื่นได้รับรู้ได้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะขัดขาใครสักคน แต่ก็ดีกว่าพูดกลับไปกลับมา โลเล ตัดสินใจไม่ได้ หุ้นส่วนหรือผู้ร่วมงานคงจะได้หนีกันไปหมด

รู้ไหมว่า 82% ของพนักงานไม่เชื่อว่าเจ้านายหรือผู้นำของเขาพูดความจริง! (อ้างอิงจาก Edelman Trust Barometer 2013 Annual Global Study) ตัวเลข 82% ไม่ใช่น้อยๆนะ นี่แสดงให้เห็นว่าความเชื่อใจในธุรกิจหาได้น้อยมาก คุณอยากเป็นหนึ่งใน 82% หรือว่าที่เหลือล่ะ

เรียนรู้ที่จะเป็นคนที่เราอยากเจอ อยากเจอคนเก่งและมีความสามารถ เราก็เรียนรู้ที่จะบ่มเพาะนิสัยที่จะทำให้คนเหล่านี้อยากมาร่วมงานด้วย ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่ซื้อด้วยเงินไม่ได้ ต่อให้คุณรวยสักแค่ไหนก็ตาม

ถ้าอยากให้ลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานเชื่อใจคุณ คุณก็ต้องจริงใจกับพวกเขาจากใจจริง หัดเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์กับตนเองและผู้อื่น โดยไม่จำเป็นต้องทำร้ายจิตใจคนอื่น คนตรงจริงๆไม่จำเป็นต้องหยาบคาย ถ้าทำได้คนรอบข้างจะรักและเชื่อถือคุณโดยอัตโนมัติ

4. ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากขึ้น

คนที่ยืนหยัดเป็นตัวเอง มักกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ดังนั้น เมื่อเขาเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆที่ไม่คุ้นเคย หรือทำอะไรไม่เป็น เขาไม่อายที่จะยอมรับว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะทำได้ เพราะไม่เคยทำมาก่อน และไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร และแน่นอนว่าเมื่อเราเป็นแก้วเปล่าที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ การเรียนรู้ก็จะง่ายขึ้น

หรือว่าอาจเป็นกรณีที่เราต้องทำอะไรบางอย่างที่ไม่ถนัดเลย และไม่อยากจะทำ

คนที่มีนิสัยแบบนี้จะยอมรับได้ว่า เราควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาจัดการปัญหาตรงนี้เสีย คนเก่งไม่จำเป็นต้องทำเป็นหมดทุกอย่าง ลองคิดสภาพว่า มันจะตลกแค่ไหนถ้า CEO บริษัทต้องมานั่งจดวาระการประชุมเอง หรือรับโทรศัพท์เอง เพื่อพิสูจน์ว่าเขาเก่งรอบด้านและทำได้ทุกอย่างโดยไม่ต้องพึ่งใคร

เขาอาจจะภูมิใจในตัวเองมากที่ทำทุกอย่างคนเดียวได้ แต่คิดดูดีๆว่าเขาเสียเวลาและพลังงานไปแค่ไหนกับการมานั่งทำสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องทำเองก็ได้ สุดท้ายก็เหนื่อยเปล่า แถมได้ไม่คุ้มเสียอีก ควรดื้อและรั้นในเวลาที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นแค่ความดันทุรังเปล่าๆ

นอกจากนี้การยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่นยังเป็นการแสดงถึงความมั่นใจในตนเองอีกด้วย เพราะเมื่อคนเรามั่นใจในตัวเอง เราจะยอมให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือเรา เพราะเรารู้ดีว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และทุกอย่างอยู่ในการควบคุมได้

เราพร้อมที่จะก้าวไปอีกขั้นโดยที่เราจับมือคนอื่นไปพร้อมๆกัน เพราะอย่างไรในการทำธุรกิจ ก็ไม่ควรไว้ใจใครมากจนเกินไป แทนที่จะเดินตามหลังหรือเดินนำหน้าไปก่อน ให้เลือกเดินไปพร้อมๆกับคนที่เราเราต้องการคำแนะนำหรือความช่วยเหลือนั่นแหละ เราจะได้เรียนรู้อะไรๆจากผู้อื่นมากขึ้นด้วย

5. ไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดาย

แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย สำหรับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจในขณะนั้น แม้ว่าเราอาจคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่ทำไมผลมันไม่เป็นดั่งใจล่ะ เราจะทำอย่างไรดี?

สำหรับคนที่ยืนหยัดในตัวตนของเขานั้น เขาแทบจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายกับสิ่งที่ได้ทำไปแล้วเลย เพราะว่าเขารู้ดีว่าเราเชื่อตัวเอง รับฟังเสียงข้างใน พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เรียกได้ง่ายๆว่าเมื่อเราทำดีที่สุด ณ เวลานั้นแล้ว ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องยอมให้มันเป็นไป

อะไรที่เกิดขึ้นมันมีตัวแปรอื่นอีกนอกจากตัวเราเอง จะให้มัวมานั่งเศร้าโศกเสียใจก็จะเปล่าประโยชน์ จะให้มานั่งโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับมาได้ และถึงแม้จะย้อนเวลากลับไปได้ เชื่อได้ว่าเราก็มักจะทำแบบเดิม เพราะด้วยสติปัญญาที่เรามีในขณะนั้น เราก็ต้องเลือกหนทางที่คิดว่าดีและเหมาะสมที่สุดอยู่แล้ว จริงไหม?

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ยืนหยัดในตัวตนของตนเองจึงไม่ค่อยเสียใจหรือเสียดายกับสิ่งที่ผิดพลาดไป เพราะมันเสียเวลาที่จะนั่งนึกถึง เสียกำลังใจและยังเสียโอกาสใหม่ๆด้วย

อย่าคิดว่าความผิดพลาดไม่ให้อะไรกับเรา มันคือประสบการณ์และบทเรียนสำคัญที่เราควรน้อมรับไว้ ไม่จำเป็นต้องโศกเศร้าเสียใจหรือเสียดายอะไรมันมากมาย เน้นอีกทีว่า “มันคือบทเรียนสำคัญที่เราควรจดจำเอาไว้ เพื่อครั้งต่อไปจะได้ตัดสินใจได้ดีกว่าเดิม”

6. เป็นตัวแทนของคุณภาพและความน่าเชื่อถือ

คนที่ยืนหยัด แน่วแน่ และมั่นคงต่อตัวเองจะยืนหยัด แน่วแน่และมั่นคงต่อวิสัยทัศน์และความสัตย์จริงของตนเอง และนั่นอาจหมายถึงว่ายอมปฏิเสธโอกาสทางธุรกิจที่กำไรแสนงาม ปฏิเสธสุดยอดพนักงานเปี่ยมคุณภาพ หรืออาจปฏิเสธตำแหน่ง CEO ของบริษัทที่เราก่อตั้งขึ้นด้วยซ้ำ

เพราะว่าคนลักษณะนี้มักกล้าปฏิเสธอะไรก็ตามที่ไม่เป็นไปตามวิสัยทัศน์และความต้องการของตนเอง โดยไม่สนว่ามันจะทำกำไรให้ตัวเองขนาดไหน

คนแบบนี้ไม่ได้เรียกว่าบ้าหรือโง่ แต่การเลือกทำสิ่งนี้คือการเลือกที่จะซื่อสัตย์กับตนเอง เพื่อรักษาคุณภาพและความน่าเชื่อถือต่อไป แน่นอนว่าธุรกิจทำเพื่อเงิน

แต่ถ้าเงินนั้นไม่ได้มาจากวิธีที่ถูกต้องและยอมรับได้ ก็อย่าคาดหวังว่าเขาจะทำ เพราะคุณภาพและความน่าเชื่อถือไม่สามารถแลกมาได้ด้วยเงิน โดยเฉพาะอย่างหลัง เราอาจใช้ทั้งชีวิตสร้างมันขึ้นมา แต่มันก็สามารถถูกทำลายได้เพียงชั่วพริบตา และนี่คือเหตุผลว่า

ทำไมคนที่ยืนหยัดเป็นตัวเองอย่างแท้จริงจะไม่ยอมสูญเสียสิ่งนี้ไปเด็ดขาด

อย่างที่กล่าวว่าการมียืนหยัดเป็นตัวเอง มีจุดยืนในการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องที่ง่ายดายนัก แต่มันก็มีประโยชน์อย่างมากในการทำธุรกิจ การตัดสินใจ การเลือกผู้ร่วมงาน การวางผนทุกอย่างจะง่ายขึ้น เพราะเมื่อเรารู้ว่าเราต้องการสิ่งใด การดำเนินงานก็จะง่ายขึ้น

Leave a Comment