4 Mindset ที่จะพาธุรกิจลงเหว

การมีธุรกิจเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายๆคน เมื่อคิดถึงการเป็นนายตัวเอง ได้รับเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีอิสระและมีเวลาให้กับคนที่เรารัก ช่างเป็นอะไรที่หอมหวานและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนว่าใครๆก็ทำธุรกิจได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งเด็กๆก็ตาม

แต่สิ่งที่ยากคือการนำพาธุรกิจให้ทะยานขึ้นสู่ฟ้าและไม่ตกลงเหวอย่างง่ายดายมากกว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จและได้กำไรอย่างต่อเนื่องถือเป็นอะไรที่ไม่มีหนทางตายตัว

มีวิธีการและแนวคิดมากมายที่เจ้าของกิจการควรมีและปรับใช้เพื่อธุรกิจของตนเอง

แต่ก่อนที่เราจะรู้ว่าอะไรเวิร์คและดีสำหรับเรา เราก็ควรรู้ก่อนว่าสิ่งไหนที่ไม่เวิร์คและจะพาธุรกิจเราลงเหวได้
และ วันนี้เรามี 4 Mindset ที่พบได้ในคนทำธุรกิจที่มีแต่จะทำให้เจ๊ง มีอะไรบ้างมาลองอ่านกันครับ

1. ลูกค้าหนึ่งคนไม่ชอบสินค้าเรา ธุรกิจเราแย่แน่ๆ

ความคิดแบบนี้พบได้บ่อยมากในเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่ไฟแรง เมื่อเสนอสินค้าให้กับลูกค้าคนแรกหรือว่าเพิ่งมีสินค้าออกมาตัวแรก แต่มันเริ่มต้นได้ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ก็เริ่มตัดสินธุรกิจตัวเองไปแล้วว่าแย่แน่ เจ๊งแน่นอน

นักธุรกิจที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์มักจะด่วนสรุปทุกอย่างประหนึ่งว่ารู้แจ้งทุกอย่างแล้ว ทั้งๆที่เพิ่งเริ่มต้นแท้ๆ ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นภัยแก่ธุรกิจอย่างแน่นอน จะไม่เป็นภัยได้อย่างไร ก็ถ้าเราคิดแบบนี้ก็แปลว่าท้อตั้งแต่ยังไม่ถึงไหน และใครจะไปมีกำลังใจทำเดินลุย

ต่อไปล่ะ สุดท้ายก็เครียดและมีแนวโน้มว่าจะล้มเลิกไปเสียดื้อๆ
เปรียบเทียบกับเจ้าของธุรกิจที่แก่ประสบการณ์ มักจะทราบดีว่าการเริ่มต้นที่ดีอาจเป็นสิ่งที่น่าพึงพอใจอย่างยิ่ง แต่การเริ่มต้นที่ไม่ดีนักก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เพราะมันก็คืออีกก้าวหนึ่งของการเรียนรู้ เสียงตอบรับจากลูกค้าที่ดีคือรางวัล

แต่เสียงตอบรับจากลูกค้าที่ไม่พอใจยิ่งเป็นของขวัญพิเศษ ที่จะทำให้เราได้รู้จุดด้อยของธุรกิจและสามารถนำเอาไปพัฒนาต่อยอดได้อีก

ดังนั้น Mindset ที่ชวนให้ท้อตั้งแต่แรกเริ่ม สลัดมันทิ้งไปดีกว่า ดีกว่ามีไว้และปล่อยให้มันทำลายธุรกิจของเราเปล่าๆ
……………………………………………………………………………………………..

2. เย้ ขายได้ชิ้นแรกแล้ว ถึงเวลาฉลอง!

การฉลองเมื่อประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าขายได้ออเดอร์ที่หนึ่ง ออเดอร์ที่ห้าหรือว่าแค่สิบ แต่ตัดสินใจจัดทริปฉลองต่างประเทศนี่ก็เกินไปนะ

แต่นักธุรกิจมือฉมังย่อมรู้ดีว่า ถ้าวิธีนี้ขายได้ นี่คือโอกาสทองที่จะทำแบบนี้ซ้ำๆเพื่อให้ขายได้จาก 10 ชิ้นเป็นพันหรือหมื่นชิ้น! เพราะเรื่องฉลองน่ะเมื่อไหร่ก็ได้

แต่โอกาสดีๆที่ลูกค้าสนใจสินค้าของเรานั้นไม่ได้มีบ่อยไป ลูกค้าบางคนสนใจแค่ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เขาไม่รอเรากลับจากทริปวันหยุดหรอกนะ แถมยังมีคู่แข่งอีกมากมายที่พร้อมจะขายสินค้าและบริการเขาอย่างเต็มที่ เก็บเรื่องฉลองเอาไว้ก่อนดีกว่า เชื่อเถอะ!

เข้าใจว่าในเกือบทุกธุรกิจที่แรกเริ่มแล้วขายไม่ค่อยได้หรอก ได้ยอดเซลล์มาชิ้นเดียวก็ดีใจแทบแย่แล้ว

ดังนั้นพอขายได้ก็อยากจะฉลองสักนิด แต่ลองคิดดูดีๆว่ายอดขายมันได้ตามเป้าจริงหรือ? บางคนอาจบอกว่าจะคิดอะไรมาก เงินมีไว้ใช้ ทำงานไปใช้ไปนั่นแหละดี แต่อย่าลืมนะว่าทำธุรกิจส่วนตัวไม่เหมือนกันรับเงินเดือนนะ ที่ต้นเดือนจะใช้อย่างไรก็ได้ เพราะสิ้นเดือนก็มีก้อนใหม่มาให้ใช้

เมื่อน้ำขึ้น จงรีบตัก ช่วงไหนขายได้ ก็เร่งทำยอด เร่งกระตุ้นยอดขาย เรื่องฉลองเอาไว้ก่อนก็ได้ เอาไว้ถ้ายอดขายและกำไรเยอะกว่านี้จะเที่ยวสนุกกว่านี้ด้วยซ้ำ

การทำธุรกิจของตัวเองไม่มีรายได้รับประกัน ไม่มีใครการันตีได้ว่าลูกค้าจะซื้อของเราเท่านี้ๆตลอดไป
……………………………………………………………………………………………..

3. ขายไม่ดีเพราะลูกค้าห่วยแตกมาก

นักธุรกิจมือใหม่มักมาพร้อมกับความคิดที่ว่า “ลูกค้าแย่มาก” เช่น ลูกค้าจ่ายเงินช้า ลูกค้าเบี้ยวเงิน ลูกค้าโกหก ลูกค้าโง่ ลูกค้าไม่ดี ลูกค้าขี้เกียจ ลูกค้าปัญญาอ่อน คือสรุปว่า ลูกค้านี่เจ้าปัญหาและห่วยแตกมากกกกก ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก

แต่ก็ใช้ว่าจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ถ้าเรายิ่งโฟกัสที่ความแย่ของลูกค้าแค่ไหน มันก็ไม่ช่วยธุรกิจเราน่ะสิ แถมพอเบื่อลูกค้ามากๆก็พาลจะเสียลูกค้าดีๆไปอีกด้วย
นักธุรกิจที่เก่งใช่ว่าจะไม่เจอลูกค้านานาชนิด เพียงแต่เขาไม่ค่อยโทษลูกค้ามากเท่าใดนัก จะเอาอะไรมากกับคน เพราะคนซื้อก็อยากได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ เหมือนที่เขาบอกว่าลูกค้าคือพระเจ้านั่นแหละ

แต่นักธุรกิจแก่กล้าประสบการณ์มักเปลี่ยนโฟกัสจากตัวลูกค้ามาที่กลยุทธ์การตลาดของธุรกิจตัวเองแทนว่า เอ…ลูกค้าเป็นแบบนี้

เราจะปรับปรุงการขายและธุรกิจของเราให้ดีขึ้นได้ยังไงดี
เขาจะคิดหาวิธีที่ทำอย่างไรจะเสียลูกค้าน้อยที่สุดและรักษาลูกค้าดีๆเอาไว้ให้มากที่สุด แทนที่จะนั่งด่าลูกค้าว่าห่วยแตกขนาดไหนนั่นเอง
……………………………………………………………………………………………..

4. คนอื่นทำได้ แต่ผมทำไม่ได้หรอก

จะเรียกว่าเป็นข้ออ้างก็ได้ เพราะมันไม่ใช่ความจริงอะไรเลย ที่ว่าคนอื่นดีกว่าเรา หรือเค้าทำได้แต่เราทำไม่ได้ เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้คนอื่นทำได้แต่เราทำไม่สำเร็จ เป็นเพราะเราบอกแบบนี้กับตัวเองซ้ำๆมากกว่า

รีบสลัดความเชื่อแบบนี้ออกจากหัวของตัวเองไปซะ ก่อนที่ธุรกิจจะลงเหวไปมากกว่านี้ การที่คนอื่นทำได้ดีกว่าไม่ได้แปลว่าเราจะทำให้ดีแบบเขาไม่ได้

จริงๆแล้วเราทำได้ดีกว่าเขาได้ทั้งนั้น แต่ก่อนอื่นหัดมองโลกในแง่ดีก่อน และมองโลกแห่งความเป็นจริงทางธุรกิจด้วย ว่าที่เราคิดว่าคนอื่นทำได้น่ะ เขาทำมานานหรือยัง และเขาอยู่ระดับไหน เพราะถ้าเราเพิ่งคิดจะเริ่มต้นหรือว่าเพิ่งเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง แต่ดันไปเปรียบเทียบกับระดับท้อป ก็ไม่แปลกที่จะมีผลงานเทียบกับเขาไม่ได้

ตอนนี้ไม่ว่าอยู่ในธุรกิจอะไร ให้ลองเลือกคู่แข่งที่อยู่ในระดับเดียวกันกับเรามาสัก 2-3 เจ้า จากนั้นลองศึกษาสินค้าหรือบริการของเขา ว่าเขามีอะไรดีกว่าเรา เขาทำอะไรและฟีดแบ้กเป็นอย่างไร จากนั้นค่อยเริ่มต้นจากตรงนี้ ทำให้ดีกว่าคู่แข่งของเรา ค่อยๆทำไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ สักวันมันก็จะดีขึ้นเอง

จำเอาไว้ว่า คุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่คนอื่นทำได้ในธุรกิจ ถ้าเราไม่มัวแต่ไปงมงายกับ Mindset ผิดๆ แบบ 4 ข้อด้านบน และที่สำคัญ อย่าลืมเรียนรู้จากความผิดพลาด อย่ามองว่ามันคือความล้มเหลว เพราะ

ความผิดพลาดคือบทเรียน ท่องจำเอาไว้ให้ดี และหมั่นเตือนตัวเองเสมอ เมื่อประสบผลสำเร็จก็อย่าลืมตัว เมื่อพลาดพลั้งก็อย่าท้อถอย ทุกธุรกิจสามารถประสบความสำเร็จได้ถ้าเจ้าของธุรกิจมี Mindset ของผู้ชนะ

Leave a Comment